เหลียวหน้าแลหลังเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย กับ สุภา ใยเมือง

 หลายเดือนก่อนได้มีโอกาสต้อนรับนักพัฒนาอาวุโส ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันแนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนร่วมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมชองชาวบ้านในรูปเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก แน่นอนไม่ใช่ใครอื่นไกล นักพัฒนาอาวุโส นาม สุภา  ใยเมือง นั่นเอง
พี่สุภาได้เล่าถึงกระบวนการก่อเกิดของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกให้เราฟังอย่างน่าสนใจยิ่ง พี่สุภา บอกกับเราว่า ในยุคแรกๆ องค์กรพัฒนาเอกชนก็เข้าไปทำงานกับชุมชน สมัยนั้นก็ทำทุกเรื่อง เพราะชุมชน ชนบทไม่ได้เป็นแบบนี้ เมื่อก่อนส้วมก็ไม่มี หมู่บ้านหนึ่งมีหลังเดียวอยู่โรงเรียน งานพัฒนาก็จะไปเกี่ยวข้องกับสาธารณสุขมูลฐาน  ที่พูดถึงประมาณ ปี 2520 กว่าๆ ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ก็มีมูลนิธิบูรณะชนบท ซึ่งอาจารย์ป๋วยตั้งขึ้นมาก่อน 14   ตุลา งานก็ยังมีอยู่แต่อาจเปลี่ยนแปลงไปเพราะมีการเมืองเข้าไปด้วย ช่วงระยะหลัง หลังปี 2520 กว่าๆ  ก็มีการพัฒนาที่พูดถึงคุณภาพชีวิตชาวบ้าน ว่าคนจะอยู่ยังไง ก็มีงานอีกสายหนึ่งที่พูดถึงเรื่องอาชีพว่า  เกษตรกร อาชีพเกษตรควรจะเป็นยังไง จริงๆ เรื่องเกษตร เกษตรยั่งยืน พี่จบเกษตร ลงไปก็จะมีความรู้เรื่องเกษตรเยอะ โดยที่จบเกษตรกระแสหลักโดยทั่วไปที่เรียนมา แต่เวลาลงไปถึงชุมชนพี่เดชา ศิริภัทร ก็ช่วยเรื่องการมอง แล้วเราก็มีสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตอนนี้ก็ยังอยู่แต่อยู่ที่เขาใหญ่ อยู่กับสมาคมก็ทำเรื่องการเลี้ยงปลาในนาข้าว ที่มาที่ไปคือ ไปเห็นชาวบ้านในภาคอีสานที่เขาทำรูปแบบไร่นาสวนผสมของมหาอยู่ แต่ของมหาอยู่ความคิดที่มาพัฒนาแปลงเกษตรมันต่างจากทั่วไปเพราะอยู่ชนบท เราอยู่แถบภาคกลาง มาเห็นสวนยกร่องภาคกลาง แบบเมืองนนท์ เนื่องจากพื้นที่เป็นน้ำเยอะก็เลยใช้วิธียกร่อง ถ้ามีน้ำในภาคอีสานก็จะทำอย่างอื่นได้ก็เลยคิดเรื่องบ่อปลาในนาข้าวขึ้นมา แล้วนอกจากบ่อปลาเล็กๆ แล้ว ยังจะขุดเป็นร่องในนาข้าวเพื่อให้ปลาไปอยู่ในนา รูปแบบแบบนี้พอไปเห็นที่บ้านมหาอยู่แกก็บอกอยู่ได้ ได้ข้าวด้วย ได้ปลาด้วย ได้ไม้ผลที่อยู่ขอบสระ ก็เป็นรูปแบบที่พวกเราคิดว่าจะเป็นทางรอดหรือเปล่า ไปดูงานกันทั้งงานรูปแบบสหกรณ์การเกษตรทั้งรูปแบบแบบนี้ แล้วก็กลับมาทำ ยังไม่บูมมาก สมัยนั้นงานพัฒนาเยอะ งานในชนบทถ้าเป็นงานพัฒนามันต้องมีโครงการ ในยุคนั้นก็จะมีคนหนุ่มสาวทำงาน ส่วนใหญ่จะเป็นทุนต่างประเทศ รัฐบาลสนับสนุนด้วย ซึ่งก็จะมีงานที่ทำในช่วงระยะนั้น คือในระหว่างที่เราทำเรื่องเกษตร เราก็จะทำอย่างอื่นไปด้วย ไม่ได้ทำเฉพาะเรื่องเกษตรอย่างเดียว พอชาวบ้านหันมาทำบ้าง คนทำงานมีเยอะ เราก็มีการประชุม ตอนนั้นมอส. (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) ยุคนั้นจะมีอาสาสมัครออกมา ก็ถือเป็นองค์กรที่พัฒนาบุคลกรให้การทำงานภาคเอกชนจนกระทั่งบัดนี้ ก็มีการสัมมนากันในหมู่คนทำงาน ไม่ได้จำกัดเฉพาะ.จากที่มาคุยกันก็ทำให้เกิดการคุยกันระหว่างภาค ถ้าพี่ทำงานภาคอีสานก็จะมีคนทำงานภาคเหนือภาคใต้ มาคุยกัน มาคิดวิเคราะห์สังคม เมื่อก่อนก็จะมีการคุยเรื่องนี้กันเยอะ
เรื่องเกษตรก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจจะมาคุยกัน จนกระทั่งในปี 2532 เราก็มีการจัดเวทีให้ทุกภาคมานั่ง
คุยกันว่า หลังจากทำงานชุมชนกันมาแล้ว จริงๆ แล้วเกษตรเราจะเป็นเกษตรแบบไหน มานั่งสัมมนากัน แล้วเอารูปแบบ
ของแต่ละภาคขึ้นมาดู เลยตั้งกันเป็นเครือข่าย ที่มาของเครือข่ายเกษตรทางเลือกเราตั้งกันที่นั่น หลังจากที่มีการตั้งเป็นเครือข่าย หมายถึงว่าเวลาเราพูดถึงที่มาที่ไปมันจะไม่ได้พูดถึงเรื่องหนึ่งล้วนๆ มัน
ต้องพูดถึงเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์สังคม ที่มาที่ไปมันเป็นแบบไหน ฉะนั้นเวลาเราพูดถึงเกษตรทางเลือกหรือเกษตรยั่งยืนก็จะควบคู่ไปกับการที่สังคมมันต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็เป็นรุ่นที่ทำ เดี๋ยวนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรพัฒนาเอกชนเพราะว่าสังคมเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ตอนนี้เราก็คุยกันว่าชนบทยังมีอยู่หรือเปล่า จริงๆ แล้วชนบทหรือสังคมชาวนาที่เขาคุยกัน ตอนนี้ยังมีอยู่ไหม เราเองก็ต้องทบทวนเรื่องนี้
กลับมาที่เกษตรทางเลือกหรือเกษตรยั่งยืน พอเราคิดเรื่องนี้ ก็คุยกันว่าแต่ละภาคควรจะกลับไปหาความรู้
แล้วก็คิดค้นเรื่องนี้มากขึ้น ก็เจอรูปแบบที่มันหลากหลายตามลักษณะของภาค อีสานก็จะออกมาเป็นเรื่องไร่นาสวนผสม
เป็นเรื่องเกษตรผสมผสาน ภาคเหนือก็มีบางส่วนที่เอารูปแบบนี้ไปใช้ บวกกับสมัยก่อนก็จะมีงานสัมมนากับต่างประเทศ
เพราะต่างประเทศก็จะมีการคิดเรื่องนี้เหมือนกัน ก็ภาคเหนือเชียงรายสมัยก่อนก็จะทำก็คือระบบที่สูง มีวัดดูระดับ
แล้วก็ปลูกพืชที่เป็นพืชแนวระดับ หมายถึงว่ามีความลาดชัน ก็ต้องมีแนวระดับเพื่อป้องกันดินพังทลาย แล้วเราก็ปลูกพืชในระหว่างนั้น ระหว่างแนว เหมือนกับพยายามหาทางเลือกใหม่ แล้วก็พบว่าภาคเหนือจะมีไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นระบบดั้งเดิมของชุมชนอยู่แล้ว ไร่หมุนเวียนทำลายป่าก็ไม่ใช่เพราะว่ามีอาจารย์และนักวิชาการไปศึกษาพบว่า ภูมิปัญญาหรือหลักการทำไร่หมุนเวียนเยอะมาก แล้วก็มีความเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางนิเวศหรือความหลากหลายทางชีวภาพไร่หมุนเวียน ธรรมดาทำไร่หมุนเวียนเขาไม่ได้ปลูกแต่ข้าวอย่างเดียว เราก็จะเจอว่าเขาปลูก ผัก ดอกไม้ และพิธีกรรมก็จะอยู่ในนั้น เราจะถามทำไมเวลาเขาปลูกดอกอันนี้ เอาไปใช้ในพิธีกรรม สมุนไพรบางอย่างก็จะอยู่ในนั้นที่ใช้ได้ เราพบว่าจริงๆ แล้วความรู้ดั้งเดิมที่มีอยู่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
 
“ เวลาพูดเรื่องอินทรีย์ก็จะมุ่งไปที่การไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีมีความปลอดภัย ที่มันออกไปโทนนี้ เพราะมีปัญหาเรื่องการใช้สารเคมีมาก ทำให้สังคมเริ่มต้องการผลผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีในปัจจุบัน ถ้าหมุนกลับไปเมื่อปี 2530 พอพูดเรื่องนี้ทีไรคนก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ “
 
ภาคใต้มีไม้ผล ยางอยู่ในที่เดียวกัน มียางมีมังคุด อยู่ในหมู่เดียวกัน เป็นรูปแบบป่ายางสมัยก่อน ต่างจาก
ป่ายางสมัยนี้ที่ปลูกยางอย่างเดียว หลังๆ น้องๆ ก็เอามาพัฒนาเป็นพืชร่วมยาง หรือเราอยากจะปลูกสวนยางแบบที่เขา
ปลูกแต่ว่าเราจะผสมผักพื้นบ้านลงไป ก็มีรูปแบบที่หลากหลาย ชาวบ้านก็พัฒนารูปแบบเหล่านี้อยู่ ความรู้ก็ไม่สิ้นสุด ทำ
อยู่เรื่อยๆ ส่วนที่เป็นงานภาคกลาง พี่เดชาอยู่ที่สุพรรณก็มาช่วย เนื่องจากภาคกลางต่างจากภาคอื่นๆ ในแง่ของ
สังคมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมันไปค่อนข้างเร็วมากเพราะการผลิตของชาวบ้าน นอกจากพออยู่พอกินหลังๆ มันไม่พอ ก็ทุก
ภาคน่ะ พออยู่พอกันมันไม่ไหวก็ต้องพูดเรื่องรายได้ สุดท้ายไปปรับเรื่องพันธุ์ข้าว เพราะมีการวิเคราะห์อยู่ชุดหนึ่งว่า เรื่อง
พันธุกรรมหรือเมล็ดพันธุ์ ลักษณะที่เป็นอยู่มันมี  2 ผู้เชี่ยวชาญหรือมันมีบริษัท พันธุ์ข้าวกับแผนพัฒนามันมาคู่กัน เวลาที่ชาวบ้านเปลี่ยนพันธุ์ข้าวก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังสูญเสียเมล็ดพันธุ์ที่เป็นต้นทุนของตัวเองยังไง แล้วก็ความรู้ในเรื่องการปรับปรุง
พันธุ์ก็ไม่อยู่ในมือของชาวบ้านเลย ส่วนใหญ่จะซื้อ จะอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมากกว่า แล้วก็มีความสัมพันธ์กับ
สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ เค้าเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน จากอดีตที่ชาวบ้านทำเอง แต่ไม้ผลทำเองคู่กับนักวิชาการได้ค่อนข้างดี เราก็มีความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ไม้ผลมากพอสมควร แม้การพัฒนาจะเข้ามาเยอะมาก แต่ต้นทุนเรามี
นี้เป็นที่มาที่ไปที่ว่า เวลาเราพูดถึงเกษตรยั่งยืนหรือเกษตรทางเลือก เราไม่พูดถึงเกษตรอินทรีย์อย่างเดียว นี้ก็มีความแตกต่างจาก ณ ขณะนี้ที่เขาเรียกว่าอินทรีย์ เวลาพูดเรื่องอินทรีย์ก็จะมุ่งไปที่การไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีมีความปลอดภัย ที่มันออกไปโทนนี้ เพราะมีปัญหาเรื่องการใช้สารเคมีมาก ทำให้สังคมเริ่มต้องการผลผลิตที่ไม่ใช้
สารเคมีในปัจจุบัน ถ้าหมุนกลับไปเมื่อปี 2530 พอพูดเรื่องนี้ทีไรคนก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะว่ามันไม่มี สมัยนั้นถ้าไม่ใช้สารเคมีใช้ยาฆ่าแมลงเพราะว่าอาจจะยังเป็นกึ่งๆ แม้จะใช้พันธุ์ กข ก็ยังไม่ได้ใช้เยอะมาก เพราะชนบทเมื่อก่อนก็ไม่มีรายได้เยอะมาก ก็ใช้เท่าที่พอสมควร เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป ใช้มาก พอสังคมมันเปลี่ยน ผลกระทบคือใช้สารเคมีเยอะขึ้น คนก็เป็นโรคมาก พอคนเป็นโรคมากขึ้น มะเร็ง และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาหาร เบาหวาน ความดัน พอไปหาหมอหมอจะแนะนำกลับมาทุกครั้งว่าให้ระวังเรื่องอาหาร เลยทำให้เรื่องนี้มีความสำคัญมากขึ้น เราพูดเรื่องพัฒนาการเกษตรก็เลยแยกไม่ได้กับพัฒนาการของสังคมและปัญหาของสังคม นี้เป็นสิ่งที่คิดว่าทำให้งานของเกษตรทางเลือกเรามีวิวัฒนาการมาเป็นระยะ พอไปถึงช่วงปีประมาณ 2535 พอเราได้เกษตรแบบนี้ เราก็เริ่มคิดว่าทำยังไงจะให้ไม่ใช้สารเคมี เรารู้ว่าถึงแม้จะทำเกษตรผสมผสานอย่างไรก็ตามแต่คุณอาจจะใช้อยู่ มันอาจจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หรือมันอาจจะยังมีความรู้หลายชุดที่ต้องทำงาน ปี 2535 เราก็เริ่มคิดเรื่องระบบเกษตรที่เป็นอินทรีย์มากขึ้น หรือว่าทำเกี่ยวกับตลาด ก็เริ่มมีการคิดเรื่องนี้ ช่วงนั้นมีงานเขียน  ซึ่งอาจารย์เสน่ห์ จามริก พูดถึงเรื่องตลาดทางเลือก ตอนนั้นเราก็ทำหนังสือออกมาเล่มหนึ่งเรื่อง ตลาดทางเลือก แต่ว่าตลาดทางเลือกในความคิดยุคนั้นเราคิดว่า ตลาดทางเลือกเหมือนการสร้างหุ้นส่วนทางสังคมใหม่ เราไม่ได้คิดแค่ผู้ผลิตอาหารที่ปลอดภัยหรืออินทรีย์ให้คุณกิน แต่ว่าเรากำลังพูดถึง เอ๊ะ คนกินก็ควรจะเข้าใจว่าคนปลูกอยู่ในสถานะแบบไหน แล้วจะช่วยผู้ปลูกกันยังไง ดังนั้นเวลาพูดถึงตลาดทางเลือกก็เลยมีมิติทางสังคมอยู่ด้วย แล้วก็จะเชื่อมโยงยังไงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เกิดขึ้นได้ ตอนนั้นองค์กรที่ทำเรื่องนี้มาตลอดคือ ของชมชวนที่เชียงใหม่ ชมชวนก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ทางตลาด แล้วก็เริ่มที่จะผลักคนทำงานให้มาทำตลาดมากขึ้น แล้วก็เริ่มจากเมื่อก่อนเราทำงานจากระบบการผลิต แล้วก็จัดการทรัพยากร แล้วต้องเอาของมาขายอยู่เชียงใหม่ ชมชวนก็ต้องเปิดหน้าสำนักงานขายของเพื่อที่จะมีสินค้าออกมาให้มากขึ้น แล้วก็มาร่วมงานที่เราจัด 2535 เราเป็นสมัชชาเกษตรทางเลือก เราผลิตหนังสือออกมาสี่เล่ม เรื่องเกษตรทางเลือก วิฑูรย์เป็นบรรณาธิการ แล้วก็มีหนังสือเกษตรยั่งยืน เรื่องนโยบาย สี่เล่มที่ออกมาครั้งแรก ที่เราประมวลคือความหมายความรู้ เรื่องเกษตรทางเลือกที่ดีในยุคนั้น แล้วชมชวนก็มาขายของ หมายถึงว่าชาวบ้านก็เอาของมาขาย ที่ยังเป็นแบบไม่ใช้สารเคมี ที่ยังเป็นผลผลิตเกษตรแบบหนึ่ง แล้วก็มีกลุ่มอโศกที่สนใจเพราะเขากินผักเยอะ เขาสนใจว่าทำยังไงจะทำให้รูปแบบเกษตรของเขาดี คือไม่ใช้สารเคมีเลย ก็มาร่วมในยุคนั้น อาจเป็นเพราะพี่เดชาถูกเชิญไปพูดด้วยก็ให้ความสนใจ อโศกก็เป็นชุมชนใหม่ที่มีความปรารถนาชีวิตแบบนี้แล้วอยู่ร่วมกัน ก็ทำให้ทำได้ง่ายขึ้นกว่าชุมชนที่เราทำงาน เพราะชุมชนที่เราทำงานก็เป็นชุมชนทั่วไป ก็จะมีความคิดหลากหลายเกิดขึ้น คนที่ทำยุคแรกๆ ก็ต้องฝ่าฟันมากหน่อยว่าทำยังไงจะให้ได้ผลผลิตออกมา แล้วก็ตลาด ทำยังไงถึงจะมีตลาดขาย ยุคนั้นก็คิดว่าจะไปไม่รอดแล้วเพราะมันขายได้ เพราะผลผลิตน้อย ฝั่งดีมานด์ก็บอกว่ามีนะ แต่เวลาเอาเข้าจริงๆ ก็มาดูเรื่องราคา ชมชวนก็ต้องพยายามทำความเข้าใจว่ากว่าจะผลิตออกมาได้มันยังไง การตลาดก็ถือว่าชมชวนเป็นคนที่คิดค้นเรื่องนี้แรกๆ ภาคใต้พยายามทำเรื่องนี้เหมือนกันแต่ไม่ค่อยสำเร็จมากนัก อาจจะด้วยวัฒนธรรมอาจจะเป็นอีกแบบ แล้วเชียงใหม่ก็อาจจะคล้ายๆ กรุงเทพฯ ประชาชนเยอะคล้ายๆ กัน ยุคนั้นพอผ่านมาหลายๆ ปีเข้า ก็มีคนเปิดร้านกรีน เมื่อก่อนอยู่ต่างจังหวัดก็เปิดร้าน เพราะสำนักงานไปอาศัย แต่บ้านเราก็พบว่า เอ็นจีโอมาทำงานแบบนี้มันยาก ไหนทำงานพัฒนา คนทำงานเปิดร้านก็ไม่มีทักษะของการทำธุรกิจ ขายเพื่อชาวบ้าน ไม่ได้ทำให้เกิดกระแสในสังคม แต่เมื่อก่อนไม่ได้ทำงานผู้บริโภค ขายของอย่างเดียว ก็มีคนมาซื้ออยู่พอสมควร ต้องปิดเพราะไม่มีกำลังไปทำ พอร้านแบบนี้เริ่มมีมากขึ้นตลาดกับสังคมที่เปลี่ยนไป ตลาดพวกเราก็ปิดตัวลง รู้สึกว่าไม่ไหว ไม่ใช่ทักษะเราอะไรแบบนี้ เราก็คิดว่านี้เป็นที่มาที่ไปของพัฒนาการ
จริงๆ แล้วเครือข่ายเกษตรทำงานหลายด้าน หนึ่งคือที่ทำเกี่ยวกับความรู้ ยังจะต้องทำทั้งความรู้เรื่องการ
ผลิตและความรู้ในเรื่องการตลาด ตอนหลังนอกจากชมชวนแล้วก็มีวุ้ง ตอนนั้นวุ้งก็คุยเรื่องตลาดตอนที่อยู่ เค้าก็
มาทำเรื่อง งานพวกนี้ต้องพัฒนาควบคู่ไป แม้เราไม่ถนัดเรื่องตลาดแต่พร้อมที่จะทำ มันมีความสัมพันธ์กับเอ็นจีโอใน
ยุโรปในสมัยที่มีข้าว ข้าวหอมมะลิยุโรปก็ต้องการก็เปิดตลาดจนเป็นข้าวส่งออกให้ยุโรป อันนี้เป็นพัฒนาการที่มาจาก
หลายๆ ที่ เครือข่ายทำหน้าที่เอาความรู้เหล่านี้มาประมวลดูว่าจะผลักดันให้มีกระบวนการขับเคลื่อนไปข้างหน้ายังไง
อีกอันหนึ่งที่ทำคือ เนื่องจากเครือในระดับชุมชนมีงานพัฒนา งานรูปแบบเกษตรกับงานพัฒนาชุมชนอยู่ด้วย เราก็จะมีรูปธรรมการเกษตรที่เป็นหลักหลายๆ แบบ แล้วก็เกษตรแบบนั้นก็ต้องเป็นกลุ่ม ซึ่งก็ออกมาเป็นกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้น เราก็พัฒนาเชิงกลุ่มคนที่จะทำ จากปัจเจก จากคนเดียว หมู่บ้านหนึ่งเขาทำอยู่คนเดียวก็กลายเป็นกลุ่มขึ้นมา กลุ่มมากขึ้น เห็นประโยชน์ เห็นว่าตนเองจะได้ ก็มาทำ หรือว่าใครจะมาต่อยอดการตลาดการแปรรูป เพราะฉะนั้นตอนนี้งานรูปธรรมที่เกิดขึ้นก็เป็นรูปธรรมของการผลิตที่ชาวบ้านพัฒนาความรู้ของตัวเองมากขึ้น บางที่อาจจะมีอบรมของตัวเอง บางที่ก็พัฒนากลุ่มแล้วต่อเชื่อมกับตลาด ตลาดก็มีหลายแบบตั้งแต่ตลาดนัดเล็กๆ ในชุมชน ตลาดนัดในเมือง รวมทั้งตลาดที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดนั้นๆ เช่นที่มหาสารคามก็มีหน่วยงานเข้ามาร่วมหลากหลาย เช่น โรงพยาบาล กลุ่มมหาวิทยาลัย หลากหลายมากเลยตลาดสีเขียว ตอนนี้ก็เปิดใหม่ หัวใจของตลาดแบบนี้คือชาวบ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าจะขับเคลื่อนตลาดยังไง แล้วก็จะพัฒนาตลาดยังไง เพราะแต่เดิมเขาไม่เคยขายเอง มีแต่ทำส่งตลาด ดังนั้นตลาดก็เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของชาวบ้านด้วย นี้ก็เป็นหัวใจ ส่วนตลาดจะไปเร็วไปช้าอยู่ที่การเรียนรู้ร่วมกันกับชาวบ้าน อันนี้เป็นความคิดที่คิดว่ามันค่อยๆพัฒนาการขึ้นมา เพราะฉะนั้นการพูดถึงแนวคิดเกษตรยั่งยืน เกษตรทางเลือกกับอาหาร ทางเลือก ระยะหลังๆ หรือตอนหลังมาพูดอินทรีย์ ความคิดของมันเลยไม่อยู่ที่ระดับแปลง หนึ่งคือจะเชื่อมโยงยังไงให้ชาวบ้านแก้ปัญหาเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ช่วงหลังมีการพูดมากขึ้นเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพราะว่า หลายที่ก็อยากจะให้การพัฒนาเป็นรูปธรรม พัฒนาที่เป็นรูปธรรมก็จะถามชาวบ้าน ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในระดับท้องถิ่นมากขึ้น บางจังหวัดก็เสนอราคาเอง จะออกมาเป็นรูปแบบนี้ในปัจจุบัน
การกระจายอำนาจเป็นอย่างไร ช่วงนี้เป็นช่วงพัฒนาความรู้ชุดต่างๆ แบบนี้ ว่าสังคมไทยจะอยู่ยังไง สังคม
ชนบทที่เปลี่ยนแปลงไปวันนี้ควรจะอยู่ยังไง นี้คือความคิด  ความคิดที่สองของเกษตรยั่งยืนคือ การไปเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต วิถีชีวิตที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องพออยู่พอกินอย่างเดียว แต่หมายถึงต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี วิถีชีวิตที่เท่าเทียมกับคนอื่น หมายความว่ามีสิทธิ ศักดิ์ศรี ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม
อีกมุมหนึ่งก็คือ เกษตรทางเลือก เกษตรยั่งยืน เกี่ยวเนื่องกับความยั่งยืนของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
เมื่อพูดถึงเรื่องระบบการเกษตรก็ทิ้งไม่ได้ว่าระบบต้องเชื่อมโยงต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมด้วย มิตินี้
จะเกี่ยวพันกับการใช้ปัจจัยการผลิตที่อยู่ในแปลง ถ้าคุณยังใช้น้ำมันเยอะมากในการ แต่ทำยังไงคุณจะลดการใช้น้ำมัน
แล้วหันมาคิดเรื่องทางเลือกมากขึ้น หรือต้องคิดถึงเรื่องระบบนิเวศ พอมันเกื้อกูลกันได้จะไม่สร้างปัญหาเรื่องโรคพืชหรือ
แมลงกับชาวบ้าน รวมทั้งการจัดการพื้นที่ที่ดีในชุมชน เพราะในชนบทเวลาพูดถึงระบบนิเวศจะไม่เป็นระบบนิเวศเดียว
ชนบทมีหลายนิเวศ บางที่เป็นที่สูง การจัดการก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ทำยังไงจะทำให้ป่ากับการใช้ที่ดินอยู่ด้วยกันได้ ภาคใต้
อาจจะมีสวนสมรมที่มีความเกื้อกูลกันอยู่แล้ว สวนสมรมจะปลูกหลายๆ อย่าง มีผลไม้หลากหลาย หลายระดับชั้น แต่ต้องสามารถเกื้อกูลอยู่ด้วยกันได้แบบเลียนแบบป่า ด้านเศรษฐกิจก็อยู่ได้ เก็บเกี่ยวผลผลิตจากสวนมาขายได้ ภาคเหนือเองก็อาจจะต้องคิดเรื่องนี้ นอกจากเรื่องระบบไร่หมุนเวียนที่ทำยังไงให้สมดุลกัน แล้วเกษตรแบบนี้ในปัจจุบันก็ตอบคำถามเรื่องโลกร้อน เรื่องโลกร้อนตอนนี้ก็จะคิดว่าทำไมเกษตรที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยมีเทนหรือปล่อยคาร์บอนหรือปล่อยไนโตรเจนต้องคิดเรื่องนี้มากขึ้น จะช่วยลดโลกร้อนได้ยังไง ก็ถูกกลับมามองที่เกษตรยั่งยืนเกษตรทางเลือกมากขึ้น
วันก่อนมีเวทีที่เชียงราย กระทรวงเกษตรเขาคิดว่าทำยังไงให้ระบบเกษตรเกื้อกูลกันได้มากขึ้นกว่าเดิม นี้ก็เป็นแนวทางทิศทาง เราก็พูดเรื่องนี้มาในแง่ของความคิด ในแง่ของการเป็นอยู่ยังไงทั้งวิถีชีวิต ระบบการผลิต เกษตรกรธรรมชาติ กับสิ่งแวดล้อม จะอยู่ยังไงให้เกื้อกูลกัน เรื่องนี้ก็มีความรู้ที่เราคิดว่าถ้าพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความต้องการของคนในสังคมก็เยอะขึ้น เมื่อก่อนเราปลอดสารอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ต้องมีแพ็กกิ้ง มีสารพัดความรู้ก็ต้องพัฒนาไปมากขึ้น แพกกิ้งก็ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีก ก็เป็นโจทย์ใหม่ๆ ทางสังคมและเศรษฐกิจ มันเหมือนกับเราทำงานบนฐานความคิดที่แตกต่าง แล้วเราพยายามบอกว่ารูปธรรมของความคิดของเราเป็นแบบนี้นะ โลกจึง
จะหันกลับมาดูแนวทางดูรูปแบบเกษตรแบบนี้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นที่มาที่ไปของการพัฒนาสู่เครือข่าย
อย่างกรณีคำถามที่ว่า ถ้ามองในตัวพัฒนาการของวงการ เรียกว่าวงการเกษตรทางเลือกก็แล้วกัน เหมือนกับว่ามีแนวคิดหลัก ชุดหนึ่งที่มันรวมอยู่ภายใต้ร่มของเกษตรทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน ก็แล้วแต่ จุดร่วมของแนวคิดพวกนี้มีไหม หมายถึงว่ามองในแง่พัฒนาการ มันขัดแย้งกันหรือว่ามันไปด้วยกันยังไง
ความจริงมันก็ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง เพราะว่าตอนที่เราประมวลความคิดเรื่องการทำเกษตรรูปแบบนี้
ตอนนั้นเราคิดว่ามันไม่ได้ขัดแย้งกันแต่เป็นรูปแบบที่ขึ้นกับระบบนิเวศ แล้วก็เป็นรูปแบบที่มีที่มาด้วย ซึ่งเกษตรผสมผสาน
ก็มีที่มาจากการทำของชาวบ้าน หรือรูปแบบเกษตรแบบทุเรียนเมืองนนท์ มันก็เป็นรูปแบบเกษตรแบบหนึ่ง ก็ไม่ได้ปลูกแต่
ทุเรียนอย่างเดียว มันมีต้นหมากมีอะไร ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ น้ำท่วมตายไปเยอะแต่อาจจะมีหลงเหลืออยู่ สวนรกๆ สมัยก่อน
แถวฝั่งธนสวนจะเป็นแบบนี้เกือบหมด หรือว่าพอเราพูดถึงเกษตรธรรมชาติ คือเกษตรธรรมชาติจะมีที่มาที่ไปหน่อย ตอน
นั้นทางโกมล พี่รสนา ไปญี่ปุ่นแล้วเชิญฟูกูโอกะมา แล้วตอนนั้นพี่รสนาก็ออกหนังสือปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว
สังคมก็ฮือฮา ทุกวันนี้ยังอ่านอยู่เลยนะ คิดว่านี้อาจจะมีอิทธิพลสูงพอสมควร แล้วพอดีฟูกูโอกะก็ไปอีสานไปเห็นผู้ที่สนใจ
มาทำแบบฟูกูโอกะ มีอยู่สี่เรื่อง ไม่ไถ ไม่ใส่ปุ๋ย แต่พอมาทำในสังคมไทยมันอาจจะมีการปรับไปค่อนข้างเยอะ แล้วสุดท้ายจริงๆ มาดูรูปแบบมันไม่มีแบบอันนี้ทำผสมผสาน นี้ทำเกษตรธรรมชาติ อันนี้ทำวนเกษตร วนเกษตรมีรูปแบบคล้ายๆ ป่ายางหรือสมรมมีไม้อยู่ในสวนด้วย ป่าไม้เองก็คิดเรื่องนี้ว่าจะทำยังไงให้ชุมชนอยู่ด้วยระบบเกษตรซึ่งไม่ทำลายป่าไม่ทำลายนิเวศ แล้วชาวบ้านเองก็ทำมานานแล้วระบบวนเกษตรนี้ ก็จะมีชุดของวนเกษตรซึ่งอาจไม่ได้มีการเลี้ยงปลาในนาข้าวก็ได้ แต่เนื่องจากพื้นที่เป็นที่สูงบ้าง ก็มีระบบไม้ป่าไม้อะไรใส่เข้าไป เกษตรอินทรีย์ตอนนั้นที่พูดถึงคือปลูกไม่ใช้สารเคมี หลังๆ ก็พัฒนาเรื่องมาตรฐาน เอาเข้าจริงๆ ทำไปทำมา ไปดูเขาทำ ชาวบ้านก็จะไม่ได้ตายตัวกับรูปแบบ อย่างเช่นที่ ชาวบ้านปลูกข้าวอินทรีย์ ขุดสระด้วย คันบ่อก็ปลูกไม้ผล บางคนก็ทำพืชหลายแนวด้วย เกี่ยวข้าวเสร็จก็มาปลูกผัก ปลูก กระเทียม ปลูกหอม ระบบมันจะหลากหลายตามแต่ที่ชุมชนนั้นจะคิดค้น เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงรูปแบบ เราอาจจะจำแนกทางวิชาการ แต่ในปฏิบัติก็ปนๆ กันไป…
         นั่นคือ สิ่งที่พี่สุภา  ใยเมือง ได้บอกเล่ากล่าวถึง พัฒนาการของเกษตรอินทรีย์ ก่อนที่จะมีวันนี้ วันที่ใครๆ ต่างพูดถึงเกษตรอินทรีย์ไม่ว่าในวงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มกรีนต่างๆ หากทว่า หลายอย่างในการก่อเกิดของระบวนการพัฒนาของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในอดีตได้ส่งผลสะท้อนเป็นคุณูปการกับแวดวงเกษตรกรรมในประเทศไทยอย่างเป็นสำคัญ
 
Share: