คุณสุชาญ ศิลอำนวย และคุณประสิทธิ์ ชำนาญกิจ (มูลนิธิเอ็มโอเอไทย)

สุชาญ ศิลอำนวย (มูลนิธิเอ็มโอเอไทย)

ผมเริ่มต้นงานจากการสมัครมาเป็นพนักงาน Part time ของมูลนิธิ MOA  ขณะที่ผมเรียน          คณะภาษาต่างประเทศเอกภาษาญี่ปุ่น เนื่องด้วยมูลนิธิ MOA มีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เรียน        งานของมูลนิธิ ทำเรื่องสุขภาพซึ่งผมเองเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี ทานยาเยอะมาก แนวทางของมูลนิธิเลยสอดคล้อง           กับชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ทางมูลนิธิได้ส่งเสริมเรื่องสุขภาพตั้งแต่เรื่องของอาหาร ผมก็เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกเรื่องเกษตรธรรมชาติก็จากที่นี่แหละ ก็สะกิดใจนะ ถ้าเรากินอาหารที่ผลิตโดยไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีในการทำเกษตร พืชผักที่ทานเข้าไปแล้ว ต้องสุขภาพดีแน่นอน และในเรื่องของการดูแลเรื่องจิตใจศิลปะวัฒนธรรมเรื่องดอกไม้ เป็นการดูแลสุขภาพทางด้าน          จิตวิญญาณในเรื่องของพลังบำบัดหรือที่เรียกว่าชำระล้างบำบัดแบบโอกาดะ ก็เลยได้ศึกษาในช่วง ที่ทำ Part time           กับมูลนิธิ MOA

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร ก็เลยชวนมาทำงานที่มูลนิธิ ซึ่งเราเองก็มีความสนใจในงานที่ทำอยู่แล้วละ        ก็เลยตัดสินใจมาทำงานที่นี่พอทำงานงานได้ ประมาณ 2 ปี ทางมูลนิธิก็ได้ส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ศึกษาเกี่ยวกับ  เรื่องสุขภาพองค์รวมของมูลนิธิ MOA ที่ประเทศญี่ปุ่น ทีนี้เราก็จะได้เรียนรายละเอียดของงานที่เป็นภาคภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่เรื่องเกษตรธรรมชาติ เรื่องของศิลปวัฒนธรรม เรื่องการจัดดอกไม้ การดูแลเรื่องจิตใจเรื่องการแพทย์ผสมผสาน                 อยู่ที่ญี่ปุ่นประมาณ 5 ปี เรียนที่วิทยาลัยขององค์กร 2 ปี แล้วทำงานอยู่ที่นั้น 3 ปี

หลังจากใช้ชีวิตการเรียนและทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นมา ก็เลยกลับมาทำงานเป็นผู้ประสานงานของมูลนิธิ             ที่ประเทศไทย งานเกี่ยวกับการแปลเอกสาร เป็นล่ามให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ อย่างเช่นเรื่องของเกษตรธรรมชาติ เรื่องการจัดดอกไม้ รวมถึงเรื่องการแพทย์ผสมผสาน แล้วนอกจากนี้ยังมีงานวิทยากรในการจัดอบรมให้หลายๆกลุ่ม             ที่เกี่ยวกับด้านเกษตรธรรมชาติหรือไปเยี่ยมการวางแผนปลูกให้เกษตรกรบ้าง เป็นวิทยากรจัดดอกไม้ แทบจะเรียกได้ว่างานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว

การร่วมงานกับตลาดสีเขียวที่ผ่านมา เกิดจากการแนะนำของคุณอภิสิริ เชาวนเพศ ในชื่อ แม่อุ้ยการแนะนำของอนุบาลบ้านรัก ซึ่งเป็นสมาชิกของมูลนิธิเองแล้ว และดูแลสุขภาพแบบองค์รวมกับมูลนิธิอยู่ ทำให้เกิดการทำกิจกรรมกับโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก มีการเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้กับครู เด็กนักเรียน พอดีช่วงนั้นกลับมาจากญี่ปุ่น 17 -18 ปีที่แล้ว สวนเงินมีมาก็มีการจัดประชุมตลาดสีเขียว                                  เชิญผู้เชี่ยวชาญมา MOA รับเชิญไปด้วยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

แรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่ง คือ เรื่องสุขภาพของตัวเองไม่ค่อยดี มูลนิธิดูแลเรื่องของอาหารของจิตใจ และจิตวิญญาณ ผมไม่กินยา 20  ปีแล้ว มีตรวจสุขภาพประจำปีบ้าง ฉะนั้นเรื่องสุขภาพตัวเองเมื่อเรามีสุขภาพดีก็อยากให้คนอื่นดี              เริ่มเผยแพร่เรื่องอาหารที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ที่ปลอดภัยไร้สารพิษ เป็นตัวหนึ่งที่เราสามารถช่วยส่งเสริมเกษตรกรได้ ทำไมไม่มีใครอยากให้ลูกหลานเป็นเกษตรกร แม้แต่ตัวเกษตรกรเอง เกษตรกรโดนเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง เมล็ดผัก ปุ๋ยเคมี ต่างๆ แล้วยังเจ็บป่วยหลังจากใช้สารเคมีสารพิษ

ผมได้รับการอบรมทุกด้านที่เป็นแบบฉบับของมูลนิธิเอง ช่วยทำประโยชน์ วิถีสุขภาพ MOA ได้เรียนรู้ที่ญี่ปุ่น ฝึกงานกับเกษตรกร เป็นล่ามแปลให้ผู้เชี่ยวชาญเกษตรธรรมชาติให้นักวิชาการไทย การจัดดอกไม้การดูแลเรื่องของจิตใจ ชำนาญในทั้ง 3 เรื่อง แต่ก็ยังมีจุดอ่อน อยู่การบริหารจัดการเมื่อ ผักมาแล้วไปยังไง แรกเริ่มผลผลิต งบประมาณมาจากมูลนิธิ ใช้ในการซื้อผักช่วยเหลือเกษตรกร ใน ช่วง 10 ปี ค่อยมีพัฒนาการขึ้น ส่วนผลผลิตวางขายในรูปแบบของร้านค้า มูลนิธิไม่สามารถแสวงหาผลกำไรได้ MOA Green Market เป็นช่องทางต่างๆ ที่ร้านค้าสามารถจ่ายให้เกษตรกรได้      ปัจจุบันมูลนิธิ มี เจ้าหน้าที่ทั้งหมด 12  ท่าน รวมถึงคณะกรรมการจิตอาสา ที่เป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่อย่างผม                          ทำงานกับที่นี่มาแล้ว 21  ปี

                                อยากให้มองถึงกระบวนการ กว่าที่จะได้มาซึ่งผลผลิตมีขั้นตอนอย่างไร นอกเหนือจากการคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค กระบวนการของจิตใจ ความขอบคุณต่อธรรมชาติ ต่อเกษตรกรผู้ผลิตในผู้บริโภคเองทางกิจกรรมที่เน้นเรื่องสุขภาพผู้บริโภคให้มองถึงการดำเนินชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ใช้เงินซื้อจะง่ายเสมอ เกิดการช่วยเสริมของผู้ประกอบการ นอกจากจะได้ทั้งสุขภาพกายสุขภาพจิตก็ดีด้วย ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกันเองในชุมชนเป็นสังคมตลาดสีเขียวต่อไป

 

ประสิทธิ์ ชำนาญกิจ (มูลนิธิเอ็มโอเอไทย)

ผมจบ ปวส.ทางด้านเกษตร เกษตรอุตสหากรรมพืชสวน เอกสวนผัก ก็สมัยที่เรียนจบออกมาใหม่ๆ ไปสมัครเป็นครูของกระทรวงศึกษาธิการ กรมการศึกษานอกโรงเรียน เป็นครูเกษตร 8 ปี ช่วง นั้นปลูกแบบเคมี ใช้ปุ๋ยใช้ยา แล้วมีโอกาสได้ไปทำงานที่ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกร   วัดญาณสังวราราม ที่สัตหีบมีโอกาสได้ เรียนรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติโดยมูลนิธิ MOA ได้รวมเข้ามาร่วมโครงการพระราชดำริ มีการทดลองเป็นคนที่ได้ฝึกทำการทดลอง เกิดการเปรียบเทียบเคมีที่เราเรียน จริงๆ แล้ว ว่าเยอะ                                   เลยเปลี่ยนจาการที่ทำงานครูก็เลยลาออก จากครูมาเป็นอาสาของมูลนิธิ MOA เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมเกษตรธรรมชาติ อบรม ครูตชด. ประจำอยู่หลาย ปี แนวคิดเริ่มเปลี่ยน ตั้งแต่ที่เราไปเรียนรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติ แล้วที่ผ่านมาตอนผมเรียนผมทำวิจัยเรื่องกะหล่ำปลีกะหล่ำดอก  สาเหตุที่ทำวิจัยเรื่องนี้เพราะว่า แถววิทยาลัยเกษตรตอนนั้น ปลูกกะหล่ำปลียากมากและมีการใช้ยาเยอะ เกษตรกรแถวนั้นใช้ยาเยอะมาก ผมก็เลยทำ

ตอนนั้นปลูกกะหล่ำปลีแต่ละครั้งอาทิตย์นึง ฉีดยา 3-4 ครั้งเพราะเราทำวิจัยของเรามาเราเลยมีโอกาสได้เข้าไปร่วมทำวิจัยกับโครงการเรื่องแคนตาลูป แคนตาลูปเข้ามาที่ อ.อรัญประเทศเป็นที่แรกโดย ผู้ช่วยสมศักดิ์  มาปลูกช่วงนั้นใช้ยาเยอะมาก ทำให้เรารู้สึกว่า ฉีดยาเช้าเย็นเลยนะ ฉีดทุกวันมันย่อมตกค้างในผลผลิต ผู้บริโภคซื้อไปรับประทานสารเคมีเหล่านี้ก็ไปตกค้างในร่างกายผู้บริโภค  และที่ใกล้ตัวสุดก็คือพอแคนตาลูปเริ่มดังผมก็เอาเข้าไปปลูกในบ้านช่วงนั้นก็ปล่อยให้น้องดู เด็ก ม.2 เองก็ ไม่ได้มีวิธีป้องกันตัวเองจากสารเคมี สัมผัสและสูดกลิ่น เข้าไป บ่อยเข้า เกือบตาย คลานเข้ามาบ้าน อาเจียน เกิดการแพ้สารเคมีฆ่าแมลงอย่างรุนแรง จุดนั้นทำให้เราคิดว่ามันไม่ใช่

                " หลังจากนั้น เรื่องที่เราเรียนและเรื่องที่เราทำที่วัดญาณสังวราราม มันเลยเกิดการเปรียบเทียบกัน  ถ้าเราจะทำอะไรเพื่อสังคม ทำไมเราไม่ทำเรื่องเกษตรธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์ เราทำได้จริง ส่วนเกษตรเคมี เราได้เงินมาเราก็ต้องนำไปรักษาสุขภาพของเราเอง ค่ายา จุดนั้นแหละที่ทำให้ผมปลี่ยน"

                ถามว่าผมทำงาน มูลนิธิกับครู อันไหนเงินเดือนมากกว่ากัน ครูมากกว่าสวัสดิกการดีกว่า ส่วนเรามาทำตรงนี้เรามองเรื่องของสังคม เรามองเรื่องของส่วนรวมมองเรื่องของสภาพแวดล้อมเพื่อตั้งหลายคนทำงาน ดีๆ ถามผมกลับว่าทำไมทำงานมูลนิธิ ผมบอก ผมมีความสุข ทุกวันนี้คือ งานที่ใช่แล้ว และจะทำแบบนี้ต่อไป

                การทำงานมูลนิธิ ที่เรารู้สึกภูมิใจ คือ เวลาที่เราไปหาเกษตรกร เราส่งเสริมให้เลิกใช้ปุ๋ยใช้ยา สุขภาพเขาดีขึ้นบางคนเป็นโรคประจำตัวเป็นโรคภูมิแพ้ หลังจากปลูกผักกินเองสุขภาพก็ดีขึ้น โดยที่ไม่ได้ทานยาอะไรเลย เวลาเราเข้าไปลงพื้นที่ เขาจะดีใจและเห็นผมเหมือนลูกเหมือนหลาน มีอะไรให้หมด แม้แต่ผัก มีคนอื่นที่มาขอซื้อตัดราคา เขาก็จะให้ MOA เพราะเราให้ความจริงใจ "ความซื่อ ของเกษตรกร ทำให้เรามีความสุข" 

                ที่ผ่านมาเกษตรกรที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เกิดปัญหาน้ำท่วมไม่รู้จะโทรหาใคร ก็โทรหาผม ร้องไห้ เราก็ปลอบใจเหมือนครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือภายในกลุ่มของเรา เรายังไม่ทิ้งกัน บางทีไม่ได้เข้าบ้านเป็นเดือน เราก็มีความสุขที่ช่วยเหลือผู้คน ให้มีสุขภาพดี ครั้งนั้นผมเข้าไป จังหวัดตาก ชาวเผ่ามูเซอ ใช้ยาในการทำเกษตรเยอะมาก กศน.(การศึกษานอกโรงเรียน) ให้ผมไปจัดอบรมโดย ปลูกผักแบบผักธรรมชาติไม่ใช้ปุ๋ยยา เลยได้ตัวแทน 3 กลุ่ม ที่ทำเกษตรธรรมชาติ     เมื่อชาวบ้านเห็นว่าเห็นว่าทำได้ คนอื่นเลยเริ่มตาม พอทำตาม สิ่งที่ได้มา สารเคมีลดลง ปัญหารสารเคมีไหลลงแม่น้ำปิงลดลง ที่สำคัญล่าสุดเผ่ามูเซอ มีปัญหาโรงคมะเร็ง ความดัน ก็หันมาบริโภคผักที่ตนเองปลูก ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น          เวลาผมไปที่ตลาด เขาจะบอกว่าของนี้ใช้ไม่ได้ นะ เอามาจากที่อื่น อาจารย์ซื้อร้านนี้ดีกว่า เขามีความจริงใจกับผม       บอกถึงความไม่มั่นใจของผักร้านต่างๆในตลาด ผมเกิดความรู้สึกรักในกลุ่มคนที่เราทำงานด้วย

ผมเดินทางไปต่างจังหวัด เพื่อให้ความรู้กับผู้ที่สนใจเรื่องการเกษตรแบบธรรมชาติบ่อยมาก การเดินทางเหนื่อยกายอยู่นะ วันหยุดเราก็ไม่ได้หยุด แต่เมื่อผมลงพื้นที่แล้วเห็นเกษตรกรยิ้มให้ มีการต้อนรับโดยชงกาแฟให้แก้วนึงก็หายเหนื่อยแล้ว มีอะไรมาฝากมาให้เรากิน กินไม่เป็นก็กิน ก็มีความสุขนะ ที่ผมไปอยู่คลุกคลีกับคนเหล่านั้น

"ตามหลัก MOA พืชมันมีชีวิต"

                เราต้องคลุกคลีกับเค้า ถ้าเกิดปลูกแล้วทิ้งก็จะไม่ได้ผลผลิต หญ้าขึ้นเต็ม  สำหรับผมวิชาเกษตรนี้ เรียนไม่จบ ปัญหาแต่ละที่ไม่เหมือนกันตามฤดูกาลแต่ละภาคก็ไม่เหมือน เวลาแนะนำเราต้องตอบโจทย์ เค้าได้ พอเราเห็นสภาพก็ต้องแนะนำเค้า เราก็ดีใจเวลาปลูกได้ผลผลิต ต้องหัดสังเกต เกษตรธรรมชาติมันขึ้นอยู่กับพื้นที่ "ผิดที่ ผิดตำรา" เอาพื้นที่เชียงรายไปสอนชลบุรี มันได้เป็นบางอย่าง ต้องถ่ายภาพมาและจดบันทึกสภาพดิน ทำรายงานไปตรงนี้มีปัญหาเป็นแบบนี้แก้ไขให้เกษตรกรได้อย่างไร แก้ปัญหาไม่ได้ จะส่งเรื่อง เข้า MOA ที่ญี่ปุ่นแล้ว รีบส่งให้เกษตรกร มีปัญหาต้องเข้ามาคุยกันปรึกษากัน และมีสถานที่วิจัยเกษตรธรรมชาติโดยเฉพาะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ที่สำคัญอีกอย่างการ สร้างความตระหนักให้เกษตรกร โดยการตรวจเลือดหาสารเคมีที่ตกค้างในร่างกาย ที่ผมเจอและร่วมงานด้วย 90 เปอร์เซ็น เลยที่มีสารพิษตกค้างในร่างกาย จากยาฆ่าแมลง

                "เกือบ  20 กว่าปี ผมไม่เคยทานผักจากที่อื่นเลยและไม่เคยกินยา ร่างกายเป็นไข้ธรรมดาพอ 2-3 วันก็ดีขึ้น          เราคิดว่าเราได้ร่างกาย  เราก็อยากให้คนอื่นได้ด้วย มีสุขภาพดี มีเงินใช้จบ"

                ผมร่วมงานกับตลาดสีเขียว เมื่อ 5 ปีที่แล้วมีงานกรีนแฟร์ มีโครงการรู้จักกับน้อง ที่ทำโครงการตลาดสีเขียว         ปุ้มกับมิ้ม  โรงพยาบาลแรกที่ส่งผักให้เป็นธรรมศาสตร์และบางโพ มีผักทาง  MOA ไปส่ง มีการปรึกษาการอบรม               มีการวางแผนการผลิต ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนผักในระบบ ทุกคนมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือ ผู้บริโภคปลอดภัย

            ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ยังมีน้อย ปริมาณผู้บริโภคมากขึ้น คือทำให้เกิดราคาที่สูง ทำที่เชียงรายส่งมากรุงเทพก็จะบวกค่าขนส่ง ปลูกมากๆ ก็ปลูกไม่ได้    นอกฤดูกาลก็ปลูกไม่ได้ ก็เกิดต้นทุนโดยไม่รู้ตัว ต้นทุนสมัยก่อน ขี้วัว ขี้ไก่ ให้กันฟรี สมัยนี้กระสอบ 25 - 30 บาท    เกษตรกรปลูกหลากหลายแล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน ขายในชุมชน ผู้บริโภคได้บริโภคในท้องถิ่นแล้วก็จะได้ผักที่สดและใหม่ ส่งเสริมปลูกเองและบริโภคเองในท้องถิ่นเป็นหลัก ผู้บริโภคจะรู้ ว่าตลาด ของนี้ใช้หรือไม่ใช่ คนที่ทานผลิตภัณฑ์ของสุขภาพก็จะทราบกัน เราหลอกเค้าไม่ได้หรอก เรื่องนี้ต้องละเอียดและมีมาตรฐาน อันนี้ คือ ออแกนิคไทยแลนด์, GAP ลูกค้าก็เลือกเอา ทำไมเอาแบบนี้มาขายผลผลิตไม่มีตามฤดูกาล เมื่อผลผลิตออกมา ก็จะเอาแบบอินทรีย์มาขายให้

           ทำงานนี้ผมมีความสุข ตอบตามตรงทำงานมูลนิธินี้ มีความสุขนะ ความสุขในครอบครัวอบอุ่น   เพื่อนร่วมงาน  ส่วนใหญ่เข้ามาทำไม่ได้หวังเงินเดือน มาเพื่อทำจิตอาสาช่วย ที่ตามมาเกษตรกรที่เล่าให้ฟังเราได้เห็นเกษตรกรเปลี่ยน       วิถีชีวิตสุขภาพเขาดีขึ้น รักเราเหมือนลูกเหมือนหลาน มีความจริงใจ ตั้งแต่ครอบครัวที่ทำงาน และเกษตรกร พอเกษตรกรที่ทำธรรมชาติผลที่ได้ ตามมาคือ สิ่งแวดล้อมไม่ใช้ยาฆ่าแมลง สภาพแวลล้อมแถวนั้นที่ดีขึ้นเช่น พื้นที่หนองจอก พอเราเข้าไปทำพื้นที่ไม่ใช้สารเคมี ไม่เกิน 2 ปี พวกกบเขียดเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณนี้ แม้แต่สัตว์เค้ายังไคว่คว้าสิ่งปลอดภัยให้แก่ชีวิตตัวเองก็จะมาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย สิ่งที่เราได้เรียนรู้กับธรรมชาติ จากสัตว์ ต่างๆ ระบบนิเวศเปลี่ยน การเกษตรธรรมชาติช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ สัตว์แสวงหาที่ ที่ปลอดภัย คนเป็นสัตว์ประเสริฐนะ ยังเอาอะไรใส่ร่างกาย

          ผมอยากฝากถึง สังคมอย่ายึดติดเรื่องวัตถุ วัตถุมันมาทีหลังปัจจุบันยึดติดกันเยอะ เวลาส่งเสริมก็ทำตรงนี้ได้ยาก สิ่งที่มาก่อนนั้น คือ จิตใจที่ดี สิ่งต่างๆก็จะดี มีสิ่งต่างๆ มากมายแต่จิตใจไม่ดี ก็ไม่มีความสุข จิตใจเป็นตัวตั้งที่ทำให้เราพัฒนาสังคมได้เร็วขึ้น  อยากเห็นเด็กรุ่นใหม่มาทำงานช่วยสังคม เรามาช่วยกัน เล็กๆ ร่วมกันจะแข็งแรง งานสังคมเป็นงานที่ละเอียด พบเจอกับความซับซ้อนทุกวันจึงต้องพัฒนาตัวเองและมีความเข้าใจสังคมที่มากขึ้น